เนปาล

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในวันนี้หากใครกำลังมองหาที่เที่ยวทางวัฒนธรรม ผมอยากนำเสนอ ทริปเนปาล ในสไตล์ที่พอไปแล้วทุกท่านต้องร้อง “ว้าว”  จะเป็นยังไง ไปชมกันเลยจ้า

ขั้นแรกต้องขอแนะนำทุกท่านก่อนว่า ประเทศเนปาลนั้น อยู่ในทวีปเอเชียของเรานี่ละครับ  เมืองหลวงชื่อ กาฐมาณฑุ   ทิศใต้ และทิศตะวันออก ติดกับ อินเดีย พรมแดนทิศเหนือติดจีน และแนวเทือกเขาหิมาลัย ใช้เงินสกุลเงิน รูปี (เนปาล)

และทริปนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน THAI LION AIR ซึ่งเป็นไฟล์ทปฐมฤกษ์ ที่จะเดินทางจากกรุงเทพ ไปกาฐมาณฑุ
โดยเที่ยวบิน SL220 ออกจากเมืองไทย11.50 ถึง กาฐมาณฑุ 14.00 ตามเวลาท้องถิ่น

เมื่อถึงเนปาล ความสงสัยแรกก็บังเกิดเลยครับ ทำไมต้องฉีดน้ำใส่เครื่องบินด้วย ??? พอลองสอบถามคุณแอร์คนสวย ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นปกติ ของการบินไฟล์ทแรก พอผมยังทำหน้า งง อยู่  คุณแอร์จึงอธิบายเพิ่มเติมว่า “Water salute หรือการฉีดน้ำ เป็นพิธีการอย่างหนึ่งที่เป็นการแสดงความยินดี ที่เครื่องบิน มาลงสนามบินนี้เป็นครั้งแรก  หรือ อำลาลงเป็นครั้งสุดท้าย ให้แก่เครื่องบิน หรือนักบิน ที่เดินทางในครั้งนี้ “

พอลงจากเครื่องบิน สิ่งแรกที่ดึงดูสายตาของทุกๆคนคงหนีไม่พ้น รูปปั้นทองเหลือง หน้าทางเข้าสนามบินกาฐมาณฑุ ซึ่งเป็นรูปหล่อทองเหลืองของเทพเจ้าแห่งความโชคดี มาต้อนรับพวกเราที่หน้าทางเข้า

 

หลังจากเดินเข้าอาคารผู้โดยสาร สิ่งแรกที่เราต้องทำ ก่อนเข้าประเทศนั่งก็คือ ……. ทำ VISA   สำหรับคนไทยต้องทำ VISA เพื่อเข้าประเทศเนปาลนะครับ ค่าทำเนียมก็ประมาณ 25 US  (เราทำ Visa on arrival ที่ ต.ม. ครับ)

หลังจากที่เราทำ VISA เรียบร้อยแล้วก็รับกระเป๋า แล้วมาขึ้นรถบัสของเราครับ ด้านนอกสนามบิน ซึ่งตอนนั้นฝนกำลังทำท่าจะตกอย่างหนัก จากนั้นผมก็สังเกตเห็นบางอย่างแถวลานจอดรถครับ ลองทายกันซิว่าเป็นอะไร

เฉลย….รถเช่าและรถ TAXI ของที่นี่ส่วนมากจะติดตั้งหลังคาเหล็ก เอาไว้ใส่กระเป๋า หรืออุปกรณ์ ปีนเขาของนั่งท่องเที่ยว ที่ชอบปีนเขาเอาไว้ โดยนักท่องเที่ยวส่วนมากจะนิยมมาปีนเทือกเขาหิมาลัยกัน รถเช่าของที่นี่จึงติดตั้งหลังคาเหล็กไว้แทบทุกคันเลยจ้า

สถานที่แรกที่เราไปเยี่ยมชมนั่นก็คือ วัดปศุปฎินารถ(Pashupatinath Temple) ซึ่งพี่ไกด์ท้องถิ่นของเราก็แนะนำว่า วัดนี้สร้างถวายแด่พระศิวะในภาคขององค์ปศุปฏินาถหรือเจ้าแห่งเวไนยสัตว์ วัดนี้เป็นสถานที่เผาศพของชาวเนปาล ที่มีฐานะดี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำพัคมาตี (Bagmati River) ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาประเทศอินเดีย เพราะแม่น้ำสายนี้จะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคา

และระหว่างทางออกมาจากวัด ผมก็ได้ไปสะดุดกับขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่ง รูปร่างแปลกตา และน่าอร่อยใช่เล่น

พอได้ลองชิม ก็เริ่มติดใจเลยครับ ชื่อของมันคือ Samosa  ที่เนปาลจะทำเป็นรูปทรงกลม นิยมใส่ไส้ถั่วผัดกับเครื่องเทศหอมๆ กินคู่กับซอสสีเขียวที่เรียกกันว่า Chutney อร่อยต้องลอง
💰ราคาอันละ 10-15 รูปี (ประมาณอันละ 3-5 บาท)

หลังจากออกจากวัดมา พวกเราก็ไปต่อกันที่ตลาดทาเมล

แหล่งช้อปปิ้งสินค้าพื้นเมืองนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดของนครหลวงกาฐมาณฑุ (คล้ายๆจตุจักร บ้านเรา)
ที่นี่มีสินค้ามากมายให้เลือกชื้อ เช่น พรม เสื้อผ้าลายปัก ผลไม้ ของใช้ต่างๆ
โดยสินค้าแนะนำ ที่ให้ชื้อที่นี่ได้แก่พวก ลิปมัน หรือโลชั่น ต่างๆ เพราะใช้แต่ส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติแท้ๆจ้าาาา

และที่นี่ยังมี 3 ล้อปั่นคล้ายๆที่ไทยด้วยนะ แต่สีสันของรถ และกลิ่นของคนขับ ไม่ค่อยคล้ายเท่าไหร่

หลังจากเดินตลาดกันจนเหนื่อย ก็ได้เวลาที่เราจะเข้าโรงแรมที่พักกันแล้ว คืนนี้เราพักกันที่ Himalaya hotel
ห้องดี กว้าง สะอาด อาหารเช้าอร่อย และที่สำคัญ แท่น แทน แท้นนนนนน มี WIFI ฟรี (และแรงมาก)

หลังจากเติมพลัง ที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็เริ่มต้นการเดินทาง วันที่สองที่ สถูปสวยัมภูนาถ (Swayambhunath)(ไกด์ท้องถิ่นเรียกว่า “วัดลิง”) สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดคือ ส่วนตรงฐานของสถูปซึ่ง มีดวงตาเห็นธรรม หรือ Wisdom Eyes ของพระพุทธเจ้าอยู่โดยรอบทั้ง 4 ด้าน สถูปสวยัมภูนาถ ตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เล็กน้อย จึงทำให้เราทองเห็นเมืองกาฐมาณฑุ ทั้งเมืองเลยทีเดียว

มีเครื่องบูชา ขายริเวนหน้าวัดด้วยนะ

ระหว่างที่เดินถ่ายรูปภายในวัดแห่งนี้ ผมก้ได้พบห็นกิจกรรมอย่างหนึ่งของชาวเนปาล ที่คลายๆกับที่ไทย นั่นก็คือ ….. “โยนเหรียญ ขอพร” ก็คือใครโยนเหรียนเข้าให้ได้ การขอพร หรือการขอร้องนั้น จะประสบความสำเร็จ ว้าววว..

หลังจากเที่ยวชมวัดลิงเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไปยังมหาเจดีย์โพธินาถหรือพุทธ นาถ(Boudhanath Temple Stupa) สถูปที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ เป็นสถูปเจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเนปาล บนเจดีย์มีดวงตาเห็นธรรมของพระพุทธเจ้า (Wisdom Eyes) ทั้ง สี่ทิศ
ชั้น 2 ของมหาเจดีย์ ยังสามารถขึ้นไปเดินถ่ายรูปได้อีกด้วย

หลังจากเดินมาทั้งเช้า ก็ได้เวลาเติมพลังกัน มื้อนี้คุณไกด์แนะนำว่าจะพาไปทานอาหารไทย กลางกรุงกาฐมาณฑุ กันเลยทีเดียว รถชาติของอาหารที่นี่ ก็จะออกไปทางมันๆเค็มๆ เครื่องแกงเยอะหน่อย

แต่บอกตามตรงเลยครับ ได้กินใข่เจียวนี่น้ำตาจะไหล อร่อยมาก

หลังจากทานอาหารเที่ยงเรียบร้อยแล้ว คณะของเราก็ออกเดินทางไปยังเมืองเมืองปาทัน เมืองปาทันเป็นเมืองเก่าอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุประมาณ 5 กิโลเมตร สร้างในสมัยพระเจ้าอโศก มหาราช เมืองปาทันไดชื้่อว่าเป็นเมืองคู่แฝดของกรุง กาฐมาณฑุได้รับการขนานนามว่าเมืองแห่งความงาม (City of Beauty) เป็นเมืองแห่งศิลปะ สถานที่ท่องเที่ยวที่แนะนำภายใเมืองได้แก่ พระราชวังเก่า และ วัดทองคำ
พระราชวังเก่า สถานที่เถลิงราชสมบัติของกษัตริย์ในอดีต
วัดทองคำ เป็นวัดพุทธ มีลักษณะเป็นเจดีย์สูง หลังคาวัดทาด้วยแผ่นทองเป็นเส้นยาวลงมาจรดพื้นเชื่อว่าจะเป็นเส้นทางสู่สวรรค์

พอเดินชมเมืองไปเรื่อยๆ ก็สังเกตว่า หน้าทางเข้าสถานที่ต่างๆภายในเมืองนี้ จะมีรูปปั้น 2 รูปนี้เสมอ พอสอบถามไกด์ท้องถิ่นว่าทำไมต้องสร้างรูปปั้น 2 รูปนี้ไว้หน้าทางเข้าเสมอ คุณไกด์ท้องถิ่นก็บอกว่า เป็นเทพที่เอาไว้ปกปักรักษาสถานที่ แบ่งเป็นเพศชายและหญิงด้วย มีใครพอเดาออกไหม ว่าตัวไหนชาย ตัวไหนหญิง

รูปปั้นเพศชาย

รูปปั้นเพศหญิง

หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้วครับ คุณไกด์ท้องถิ่นบอกว่าจะพาพวกเราไปทานอาหารเนปาลพื้นเมือง แท้ๆ พร้อมกับชมการแสดงไปด้วย ว้าววว ได้ฟังก็ฟินเลยทีเดียว

เราไปทานอาหารเย็นกันที่ร้าน UTSAV ก่อนทานอาหาร ก็มีเหล้าพื้นเมืองมาบริการเรา เรียกได้ว่าถึงรสถึงชาติกันเลยทีเดียว แถวลีลาการรินเหล้าก็ไม่เบานาจาาา

โดยปกติแล้วอาหารพื้นเมืองของเนปาล จะใช้มือกินนะครับ แต่ครั้งนี้ขอใช้ช้อนละกัน รสชาติก็อร่อยดีครับ

ข้าวเป็นข้าวสวยอินเดีย เม็ดเรียวยาวแข็ง (น่าจะทำข้าวผัดอร่อย)

ส่วนรสชาติอาหารอื่นๆก็รสดีครับ รสไม่จัดอาหารไม่ใส่เครื่องเทศมาก แต่ยังมันๆอยู่ 
โดยส่วนตัวคิดว่าอาหารทานได้ ไม่ได้กินยาก อย่างที่หลายคนคิด

พอกินของคาวเสร็จ ก็ต้องตบท้ายด้วยของหวาน
แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า อร่อยระดับ 10 กะโหลก
เมนูนี้นั่นก็คือ “โยเกิร์ต นมแพะ” พร้อมป๊วยเชื่อม คือรสชาด จะหวานนิดๆ หอมนมแพะ และกิ่นป๊วย กิแล้วฟินอย่าบอกใคร ชนิตที่ว่าใครมาต้องลอง

หลังจากทานอาหารค่ำกันจนอิ่มหนำแล้ว ก็เดินทางเข้าโรงแรมกันเลยครับ
คืนนี้เราพักกันที่ Grand Hotel, Kathmandu โรงแรมนี้ห้องกว้าง เครื่องอำนวยความสะดวกครบ อาหารเช้าอร่อย แต่ติดอยู่อย่างเดี่ยวคือ WIFI ไม่ถึงข้างในห้อง ต้องไปนั่งเล่นที่ล็อบบี้ครับ

วันที่ 3 หลังจากที่เรา ทานอาหารเช้ากันแล้ว ก็ออกมาสูดอากาศของกรุงกาฐมาณฑุกันตั้งแต่เช้าเลย เพราะวันนี้ฝนไม่ตก ปรากฏว่าฝุ่นเต็มปอดกันเลยจ้าาาา คุณไกด์ท้องถิ่นได้ให้ข้อมูลกับพวกเราเรื่องฝุ่นที่นี่ว่า หลังจากที่เนปาลประสบภัยพิบัติ แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ในปี 2558 นั้น กรุงกาฐมาณฑุ ได้เสียหายเป็นอันมาก ทำให้ช่วง 4-5 ปี มานี้ มีการสร้างบ้านเรื่อนและ ถนน จำนวนมาก จึงทำให้ มีฝุ่นจำนวนมากอย่างที่เห็นกัน นาจา

ตอนเช้าเราเดินทางไปกันที่ จัตุรัสกาฐมาณฑุ ดูร์บาร์ จตุรัสแห่งนี้ประกอบไปด้วยวัดและ ปราสาทที่เก่าแก่ จำนวนมาก เช่น 
วัดกุมารีเป็นที่พักของเทพธิดากุมารี ตามความเชื่อของชาวเนปาลกุ
หนุมานโดการ์ หรือวังหนุมาน ซึ่งชาวเนปาลให้ความเคารพนับถือจำนวนมาก
กาฐมาณฑป เป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุดและเป็นต้นกำเนิดชื่อเมือง

หลังจากเดินเที่ยวจนเหนื่อย เรากได้กลับมาทานข้าวเที่ยงที่ โรงแรมอีกครั้ง และนับว่าเป็นมื้อที่ทานเยอะที่สุดเพราะว่าเป็นเมนูอาหารไทย ทีเด็ดนั่นก็คือ “น้ำพริกกะปิ +ผักสด”เป็นเมนูทีเด็ดก่อนกลับไทยจ้า

หลังจากทานข้างเที่่ยงเรียบร้อยแล้ว เราก็มุ่งหน้าไปยังสนามบินกันเลย ระหว่างทางไปสนามบิน ผมได้ดูระหว่างทางจึงถามคุณไกด์ว่า ทำไมธงชาติเนปาล ถึงเป็นแบบนี้

คุณไกด์ได้อธิบายว่า ธงชาติเนปาล เป็นธงชาติเดียวในโลก ที่ไม่เป็น 4 เหลี่ยม โดยธงนี้เป็นการรวมกันของธงสามเหลี่ยมสองผืน สีแดงเลือดหมูเป็นสีของกุหลาบพันปี ซึ่งเป็นดอกไม้ประจำชาติ สีแดงยังเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะในสงคราม ส่วนขอบสีน้ำเงินเป็นสีแห่งสันติภาพ

จากนั้นเราก็ถึงสนามบิน เดินทางกลับเมืองไทยโดยเที่ยวบิน SL 223 เวลา 15.00 ถึงเมืองไทย 19.30 ตามเวลาท้องถิ่นจ้าาาา